บทนำเล็กๆ น้อยๆ เขียนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2008
ความที่ได้เคยสัมผัสรสชาติการเดินทางเที่ยวเองก็มันส์ไปอีกแบบ ก็เลยอยากจะมาเล่าสู่กันฟังค่ะ ครั้งแรกของการเดินทางออกนอกประเทศในแบบที่ตื่นเต้นเพราะว่าได้ยินเรื่องราวความเขี้ยว โหด ไม่แน่นอนของต.ม. เกาหลีมันทำให้หัวใจเต้นระบำได้จริงๆ ระหว่างเดินไปที่ด่านต.ม.เพื่อตรวจสอบก่อนเข้าบ้านเมืองเค้า ไม่ต้องพูดทุกคนก็รู้อยู่ได้ว่าที่กำลังอ้างถึงอยู่นี่คือประเทศอะไร ใช่แล้วค่ะ ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อสองปีก่อน เดินทางไปเที่ยวเกาหลีใต้กับก๊วนกันเอง โดยไม่เพิ่งทัวร์ ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้พูดภาษาเกาหลีเป็นเลยสักนิดก็ยังจะพยายามไปกันให้ได้ เราเดินทางร่วมกันทั้งหมด 6 คน ครึกครื้นกันมากค่ะ ผู้ชายสองคน ผู้หญิงสี่คน ในลักษณะของนักท่องเที่ยว ที่เป็นกึ่งๆ ลำบากและสบาย ที่พูดอย่างงี้ก็คือ เราจะเดินทางเองด้วยการคลำทางตามแผนที่ที่มีอยู่ในมือและศึกษามาในระดับที่เรียกว่าหลงยากแล้ว เราจะไม่อดๆ อยากๆ ทานอาหาร เห็นอะไรเราลองได้หมด ยกเว้นเนื้อสุนัขค่ะ เราต้องทานดี เที่ยวสนุก นั่นเป็นข้อที่เราเน้นย้ำกันก่อนจะมา และที่สำคัญที่สุดคือต้องพร้อมเพรียงกัน เวลาเป็นเรื่องสำคัญในการเที่ยวกลุ่มโตขึ้น ซึ่ง 6 คนนี่ก็เรียกว่าไม่น้อยเลย คนเขียนคือตัวตั้งตัวตีที่จะพาที่เหลืออีก 5 คนไปเที่ยวเกาหลีกันค่ะ เราจะสนุกกันแค่ไหน แล้วจะไปเจออะไรบ้าง และมีข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์กับผู้ได้บ้างก็ติดตามอ่านได้นะค่ะ เที่ยวครั้งนี้เราใช้เวลา 7 วัน 5 คืน (ถ้านับตามโปรแกรมทัวร์นะค่ะ)
สถานที่ต่างๆ ในเกาหลีคร่าวๆ ของทริปนี้นะค่ะ
เกาะนามิ- ตลาดวัยรุ่นย่านเมียงดง- สวนสาธารณะยออีโดใกล้ๆ ตึก63 ริมแม่น้ำฮัน- นัมซานทาวเวอร์หรือ โซลทาวเวอร์ – COEX MALL – พิพิธภัณฑ์กิมจิ – วัดพงอึนซา – ตลาดทงแดมุน – คลองชอนเกชอง – เมืองซูวอน – หมู่บ้านพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเมืองซูวอน – วัดโจเกชา – ย่านอินซาดง – จงโนทาวเวอร์ – ระฆังโบซินกักย่านจงโน – พระราชวังเคียงบ๊อกกุง – พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านของเกาหลี
โรงแรมที่พัก: Co-op residence Ohmokgyo ทั้งหมด 5 คืน อยู่ใกล้สถานี Yangpyeong station สายสีม่วง
เวปไซด์แนะนำ: http://english.tour2korea.com
ตอนที่่ 1 ล้อหมุนจากออฟฟิศ
เขียนวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2008
หลังจากที่ได้นั่งทำแผนการเดินทางอยู่ร่วมเดือนก็ถึงเวลาออกเดินทางแล้ว แผนการเดินทางถูกทำขึ้นด้วย MS Excel และก็บีบอัดที่ท่องเที่ยวพร้อมเวลาลงไปในนั้นซะเต็มไปหมด แน่นอนค่ะ เราไม่ได้ไปทั้งหมดที่เขียนลงไปหรอก เพราะมันจะทำให้เหนื่อยเกินไป แต่ด้วยความที่ไม่รู้ว่าจริงๆ ต้องไปเจอกับอะไรบ้างก็เลยใส่เข้าไปก่อน ไม่ไปก็ไม่เป็นไร แต่อย่างว่าขนาดทำไปแล้วแผนการนี้ก็มี แผนสำรองไม่น้อยเหมือนกัน ใช่ค่ะ ยัยคนเขียนทำแผนสำรองขึ้นอีก 3 แผนด้วยกัน เป็นไงค่ะ รอบคอบดีไหม แต่ก็ไม่ได้ใช่อยู่ดีค่ะ พอเอาเข้าจริงๆ ก็ใช้แค่ไอ้แผนหลักอันเดียวนี่แหล่ะค่ะ แถมไปไม่หมดเสียด้วย เราเดินทางไปสนามบินดอนเมือง (ตอนนั้นยังไม่ได้ย้ายไปสุวรรณภูมิค่ะ) ในเย็นวันที่ 6 ธันวาคม 2005 เป็นวันทำงาน ก็จำต้องใส่ชุดทำงานนั่นแหล่ะไปเลยค่ะ ดูดีเป็นประโยชน์ในการแต่งกายสุภาพในสายตาของต.ม.เกาหลีค่ะ เราเหินฟ้าไปกับสายการบินเรารักคุณเท่าฟ้า....การบินไทยค่ะ ก่อนขึ้นเครื่องก็โด๊ปอาหารการกินก่อน เพราะเกรงว่าจะหิวโซค่ะ เรื่องท้องไส้นี่สำคัญในการเที่ยวเป็นอย่างมาก ห้ามให้ท้องหิวเด็ดขาด เราขึ้นเครื่องตอนเกือบๆ ตี 1 ของคืนวันที่ 6 ธันวาคม และจะไปถึงสนามบินอินชอนที่เกาหลีใต้ประมาณ 8.25 น. ค่ะ ไปถึงก็เช้าเลยค่ะ ใช้เวลาการเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมงกว่าๆ หลับตาไม่ทันไรก็มีเสียงกับกลิ่นมากระทบกระทั่งแล้วค่ะ คุณแอร์สาวเข็นลากอาหารมาใกล้มากแล้วค่ะ เราต้องตัดสินใจว่าเราจะทานอะไรมื้อเช้าบนเครื่องบินนี้ และแน่นอนค่ะ คนเขียนจำไม่ได้ว่าเลือกทานอะไรไป แต่ที่จำได้คือ เราทานกันทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำความสะอาดฟันเราเลยค่ะ กะว่าทีเดียวล่ะกันค่ะ พอลงเครื่องปุ๊ป เราก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ก็แน่ล่ะค่ะแผนการอยู่ในมือและเวลาก็ยังไม่เลยจากที่ตั้งไว้ในแผน งั้นเราก็แวะเข้าห้องน้ำขัดฟันก่อนซะเลยค่ะ ห้องน้ำที่สนามบินเรียกว่า สะอาดดีเลยค่ะ ประทับใจดี พอเราเดินออกจากห้องน้ำไปก็สังเกตเห็นว่าไม่มีใครจากไฟล์เราเหลือแล้ว เดินกันมา 6 คนเท่านั้น ...เหลือแต่พวกเราเนี่ยนะ
มาถึงด่านต.ม.เกาหลี เดินกันอย่างมั่นใจก็ฉันมาเที่ยวนี่น่านะ ทุกคนพร้อมไปด้วยเอกสารที่คนเขียนเตรียมให้ไม่ว่าจะเป็นเอกสารการจองที่พักโรงแรมทั้ง 5 คืน ที่อยู่ เบอร์ติดต่อโรงแรม แผนการเดินทางเป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทยโดยละเอียด เพื่อบอกว่าเตรียมตัวมาดีนะ เอกสารสำคัญคือตั๋วเครื่องบินที่ระบุว่ากลับแน่ ข้าไม่อยู่เกาหลีหรอกนะ แล้วก็เอกสารรับรองการทำงาน เพื่อให้เห็นว่าฉันน่ะก็ต้องทำงานนะย่ะ ทุกอย่างพร้อมสรรพในกระเป๋าแต่ละคน คนเขียนก็กลัวเพื่อนอีกสองท่านจะมีปัญหาเพราะpassport โล่งแบบไม่เคยมีปั๊มจากประเทศไหนมาก่อนเลย ก็เลยส่งสองคนนี้เข้าไปก่อนค่ะ อีกสองคนเคยมาเกาหลีกับทัวร์แล้ว อีกคนก็มี VISA ของอเมริกาแปะอยู่เลยไม่น่าเป็นห่วงอะไร คราวนี้ก็ลุ้นค่ะ .... โอ้โห ผ่านฉลุยค่ะ ถามแค่สองคำถามคือ มากันกี่คน แล้วมาทำอะไร จบ เท่านั้น ก็เดินตัวพลิ้วกันไปเลย เราก็โล่งใจค่ะ ต.ม.เกาหลีชุดนี้ท่าทางจะถูกเทรนมาดีค่ะ พอถึงคิวคนเขียน เราก็รู้สึกสบายใจยิ้มสวยใส่ซะเลย ต.ม.เลยให้ข้อมูลค่ะ....
ต.ม. เกาหลีผู้ชาย: (แปลเป็นไทย) คุณมาเกาหลีครั้งแรกเหรอ??
คนเขียน: ใช่แล้วค่ะ ครั้งแรก (โปรยยิ้มงามๆ สามที)
ต.ม. เกาหลีผู้ชาย: งั้นคุณโชคดีนะ เมื่อวันก่อนหิมะเพิ่งจะตกไป อากาศจะเย็นมากเลย คุณจะไปเล่นสกีไหม??
คนเขียน: ว้าว เหรอค่ะ ดีจังเลยค่ะ มีอยู่ในแผนเหมือนกันค่ะ คุณมีที่แนะนำไหมค่ะ???
ต.ม. เกาหลีผู้ชาย: อืม.....#$%^@($&&@@! (ฟังไม่ออกแล้วค่ะว่าที่ไหน ภาษาอะไรไม่ทราบค่ะ ไม่รู้ว่าแกพูดเกาหลีใส่หรือเปล่าเนี่ยสิค่ะ งงๆ ค่ะ)
คนเขียน: อืม โอเคค่ะ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะค่ะ บายๆๆๆๆ (ต้องรีบแล้ว เดี๋ยวพลาดรถรอบถัดไป...)
หลังจากที่เจอคุณต.ม.เกาหลีคนนี้ไปก็รู้สึกว่า ไอ้ที่ได้ยินมาเยอะๆ เกี่ยวกับสรรพคุณอันเลวร้ายก็หายไปในพริบตา อาจจะเพราะชุดนี้เค้าไปเทรนเรื่องการท่องเที่ยวเกาหลีมาแหล่ะค่ะ เลยโชคดีไป....
ถึงเวลาระหกระเหินแล้ววว.....ก็แน่ล่ะค่ะ แต่ละคนเอากระเป๋าเดินทางกันมาใช่ใบเล็กกันซะที่ไหน อย่างกะจะมาอยู่สัก 1 เดือน จริงๆ อยู่แค่อาทิตย์เดียวเอง แต่จริงๆ มันต้องใหญ่ค่ะ เพราะเราต้องขนกลับแล้วตอนขนมาเราก็ต้องใส่เสื้อกันหนาวตัวหนาๆ มาด้วยค่ะ เลยเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน คราวนี้เราก็ออกจากสนามบินมาก็เจ๊อะกับอากาศเย็นยะเยือกทันที่ ด้านนอกฟ้ายังไม่สว่างเท่าไร เราก็เดินลากกระเป๋าไปรอ Airport Limousine Bus ที่ท่าได้เลย ออกมาก็มองหาว่าเบอร์ไหน เราต้องไปด้วยเบอร์ 603 ค่ะตามที่หาข้อมูลไว้อยู่ Bus stop no. 12A และ 13A รถออกทุกๆ 10-15 นาที ค่ารถ 3,000 won เราไปลงที่สถานีYeongdeungpo แล้วต่อ subway ไปลงที่สถานีที่ใกล้ที่สุดกับโรงแรมที่จองไว้คือ สถานี Yangpyeong ค่ะ
ตอนจังหวะนี้เราไปถึงยังเป็นวันทำงานของเค้ากันอยู่ค่ะ เลยทำให้ดูขายหน้านิดหน่อย ลากกระเป๋าท่ามกลางผู้คนที่กำลังรีบร้อนไปทำงานกัน เนื่องจากหน้าเรามันเอ๋อๆ กันมากเลยค่ะ เราลงที่สถานี Yeongdeungpo แล้วงงว่า subway station อยู่ที่ไหน ก็มันชื่อ Subway นี่น่า มันก็ต้องอยู่ใต้ดินสิ ก็มองหาป้ายกันใหญ่ คนก็เยอะ มองมาที่ยัยพวกกระเหรี่ยง 6 คนนี้ทำอะไรกัน ปรากฎว่า ต้องไปถามท่านนักธุรกิจค่ะ แกพูดภาษาอังกฤษได้ดีเชียวค่ะ ชี้ตรงไปยังสถานีรถไฟฟ้า Yeongdeungpo ค่ะ แต่ไม่ได้อยู่ใต้ดินเหมือนที่คิดไว้ อยู่บนดินเนี่ยแหล่ะค่ะ ยกขึ้นมาจากดินซะด้วย ว่าแล้วก็รีบไปกันเลย เพราะทำงงมาหลายนานแล้ว เราต้องข้ามถนนโดยใช้สะพานลอยค่ะ นรกแตกค่ะ แต่ละคนต้องยกขึ้นบันไดอันแสนชัน ไม่ต่ำกว่า 30 ขั้นค่ะ เหนื่อยและหนาวลากไส้เลยล่ะค่ะ กว่าจะถึงก็หอบกันไปหลายยก เราไปซื้อบัตรรถไฟฟ้าของเกาหลีค่ะ นั่นคือ T-money card ซึ่งประหยัดและสะดวกสำหรับการเดินทางในโซลเป็นอย่างมากค่ะ หลังจากที่ใช้แล้วก็สามารถเอาไป refund เงินที่มัดจำได้ค่ะ คราวนี้ก็ขึ้น subway ไปลงที่สถานี Yangpyeong เพื่อไป check-in ที่โรงแรมค่ะ
โรงแรมที่พักคราวนี้....ชื่อ Co-op Residence Ohmokgyo จริงๆ มีหลายสาขาอยู่อีกหลายย่านค่ะ แต่ที่นี่ถูกที่สุดเลย ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินด้วย เดินประมาณ 3 นาทีก็ถึงค่ะ แต่บริเวณโรงแรมจะไม่ค่อยมีอะไรเท่าไร เราก็ไม่ได้จะเที่ยวข้างโรงแรมก็เลยตกลงเอาถูกไว้ก่อนค่ะ เพราะต้องนอนยาวนานถึง 5 วันเลยต้องประหยัดงบค่ะ ไปถึงก็ check-in ตอนแรกก็เหมือนจะต้องฝากกระเป๋าไว้ก่อนเพราะเราไปถึงก่อนเวลาที่เค้าให้ check-in น่ะค่ะ แต่พอดีห้องว่าง พนักงานเลยให้เข้าไปได้เลยค่ะ ลักษณะในห้องนะค่ะ เป็นห้องโทนสีขาว สะอาดตามากค่ะ เฟอร์นิเจอร์ก็สะอาดด้วยสีขาวไปหมด ห้องเล็กไปหน่อยแต่เค้าจัดทุกอย่างได้ลงตัวหมดเลยค่ะ แบบว่าแอบๆ ของใช้ได้ดีทีเดียวค่ะ พื้นก็เป็นแบบ Ondol ค่ะ พื้นจะอุ่นมากถึงร้อนเลยล่ะค่ะ ทำให้อุณหภูมิในห้องอบอุ่นเลย มีที่ล่างจาน ไมโครเวฟ จาน ชาม หม้อต้มน้ำ ให้พร้อมค่ะ ห้องน้ำก็ทันสมัยแต่เล็กไปหน่อยค่ะ รวมๆ แล้วโอเคนะค่ะ ตอนเรามาหิมะตกไปแล้วอย่างที่คุณต.ม. บอกจริงๆ ค่ะ มองวิวจากห้องออกไปก็เห็นหิมะแปะอยู่ตามดาดฟ้าของแต่ละตึก แต่ละบ้านเต็มไปหมดค่ะ รอบๆ โรงแรมก็ยังมีหิมะอยู่ค่ะ

ตอนที่ 2 เริ่มการเดินทางอย่างแท้จริง
เขียนวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2008
หลังจากที่เอาข้าวของสัมภาระออกจากตัวไว้ที่ห้องเรียบร้อย อีก 1 ชั่วโมงก็นัดเจอกันที่ Lobby โรงแรมเพื่อเดินทางตามแผนการต่อไป ก่อนอื่นก็ต้องสำรวจสิ่งรอบข้างใกล้ๆ โรงแรมก่อนเลยค่ะ หิมะยังเกลื่อนถนนอยู่บ้าง บ้างก็ละลายแล้วเป็นน้ำแฉะๆ เลอะๆ นิดหน่อย ก็ต้องเดินกันดีๆ ค่ะ ไม่งั้นล่ะ ลื่นหน้าจิ่มลงหิมะกันแน่ๆ ....เราเริ่มอาการหิวโหยกันแล้วเพราะตอนนี้ก็ปาเข้าไปเที่ยงแล้วล่ะ ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย เราก็เลยพยายามหาอะไรทาน ปรากฎว่าไปเจอร้านข้างทางค่ะ อากาศหนาวๆ อย่างงี้ได้อะไรร้อนๆ ทำให้ตัวอุ่นคงดีไม่น้อย หันไปเจอเพิงเล็กๆ คลุมไปด้วยพลาสติกอย่างหนาเลย แต่มีควันฉุยๆ ลอยมาให้ดมหอมๆ ค่ะ ฮั่นแน่! เป็นของที่เอาใส่ท้องได้แน่ๆ เราก็ไม่รอช้ามุ่งตรงไปยังเพิงพลาสติกสีเขียวทันที เข้าไปแล้วก็มีคุณป้า 1 คนเป็นเจ้าของร้านค่ะ อารมณ์แบบเดียวกับนางเอกพระเอกแวะทานอาหารข้างทางในหนังเกาหลีอย่างไงอย่างงั้นเลย แต่อันนี้ของจริงค่ะ หอมกว่า ได้รสชาติกว่ากันเยอะเลย เราอยู่ข้างในเพิงแล้วอุ่นมากๆ ค่ะ พลาสติกที่ปิดไว้ก็เอาไว้กันลมกันหนาวนี่เองค่ะ ข้างในก็ควันพุ่งกระจายอบให้อุ่น ทีนี้ความสนใจก็มุ่งไปที่ไอ้เจ้าไม้ที่เสียบของต่างๆ นานา มันจุ่มอยู่ในน้ำซุปที่เราก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าคืออะไร พอกินเยอะจัด คุณป้าแกก็เริ่มอารมณ์ ส่งภาษาเกาหลีถามซะงั้น แกคงคิดว่าพอเราทานอาหารเกาหลีแล้วเราจะพูดได้เลยเรีอะ....แหม...แต่เราก็ยังอุตส่าห์เข้าใจว่าแกถามอะไรอีก แกถามว่าเรามาจากไหนกัน เราบอกกันว่ามาจากประเทศไทย แกก็งงๆ คงไม่เคยรู้จักน่ะค่ะ แต่ไม่เป็นไร ช่วงนี้เป็นเวลาของความอร่อย เลยถามแกว่าไอ้ที่เราหยิบทานกันอยู่เป็นไม้ๆ เนี่ยอะไร มันคือ ลูกชิ้นที่ทำจากเนื้อปลามีหลายแบบ ทั้งแบบแผ่น แบบแท่ง ก็หลายหลายรสชุ่มไปด้วยน้ำซุปเข้มข้นที่แช่จนเนื้อปลานุ่มได้ที่ อร่อยเชียวค่ะ เวลาทานก็จิ่มกับซอสเค็มๆ ของเค้า ก็เข้ากันได้ดี....ไอ้พวกนี้เค้าเรียกว่า โอเด้ง และเราก็สั่งของที่มันอยู่ในถาดใหญ่ เป็นแท่งสั้นๆ เต็มไปด้วยสีแดงสดใสข้นๆ ของซอสสีแดง ซึ่งคล้ายๆ กับซอสพริกบ้านเราแต่เป็นซอสเกาหลี เผ็ดร้อนได้ใจมากค่ะ ที่มันร้อนเพราะความร้อนของถาดที่อุ่นให้ร้อนอยู่ตลอดเวลาน่ะแหล่ะค่ะ อันนี้เค้าเรียกว่า ต๊อกป๊อกกี่ ตั้งแต่แวะทานมาตามทางตลอดทั้งทริป ร้านนี้ได้อารมณ์ที่สุดค่ะ รสชาติก็ดีที่สุดเหมือนกันค่ะ ปรากฎว่าเราทานกันเข้าไปเยอะจนคุณป้าแกนับไม่ถูกเลย ลดแลกแจกแถมอีกซะงั้น เราก็เลยมาเป็นลูกค้าแกอีกหลายวันเชียว เพราะว่าร้านป้าแกอยู่ตรงก่อนลงสถานีรถไฟฟ้าของโรงแรมเลยค่ะ
|